สายธารและจันทร์เพ็ญ

posted on 05 Jun 2011 13:45 by highsierra

 

 

 

 

สายธารและจันทร์เพ็ญ

 

 

 

 

จันทร์เพ็ญลอยดวงเหนือแนวป่าและธารน้ำไหลในร่องเขา  พร้อมทั้งสาดแสงเรืองรองลอดช่องระว่างยอดไม้    เวลาต่อมาเงาจันทร์เรืองรองคลุมทั้งลำธารสะท้อนขึ้นสู่ยอดไม้และเถาวัลย์  สายน้ำไหลกระทบหินในเงาจันทร์เกิดฟองกระจายขาวสะท้อนเงาจันทร์ไปทั่วลำธาร

                กลางลำธารบนโขดหินชายวัยกลางคนนั่งนิ่งภาวนา ตั้งสติ  มีสมาธิ สร้างพลังในใจให้พ้นทุกข์ที่เกาะกินมานานนับปี   สายตามองเพ่งไปยังเงาจันทร์คืนเดือนเพ็ญวันวิสาขบูชา

                มันเป็นเรื่องโหยหาที่มีต่อสหายหญิง  ทุกข์เมื่อเขาผิดพลาดทำให้หล่อนจากเขาไป   แต่นั่นไม่ทุกข์เท่ากับการที่เขาพยายามให้หล่อนหวนกลับคืนมา  ตราบใดยังมีชีวิตอยู่อันต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันให้ได้

                บางครั้งจึงหาช่วงเวลาให้หลุดพ้นจากความทุกข์โศกเพื่อใจที่เหนื่อยล้าได้หยุดพัก  ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตามเถอะ

                เขาตั้งใจไว้แล้วว่าเพ็ญปีนี้จะมานอนป่าให้ได้และจะขอมาคนเดียว  พูดคุยกับตัวเองในคืนเดือนเพ็ญ    เมื่อถึงวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน   พืชมงคล  เสาร์ – อาทิตย์  วิสาขบูชา  ห้าวันคงเพียงพอสำหรับพักใจที่อ่อนล้า

              หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้นอนป่า  มาปีนี้มองหาป่าเขา  ลำธาร  ภูผาอันที่จริงงานประจำมีหลายอย่างที่ต้องเร่งสะสางให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 54  ทำไงได้ใจอยากมานอนป่าก็ต้องมาแม้จะทิ้งงาน  และมิตรสหายก็ต้องไป

                อุทยานแห่งชาติเขาสกอยู่ห่างจากบ้านพักของชายวัยกลางคนประมาณ  350  กิโลเมตร  พูดไปก็เสมือนย้อนรอยความทรงจำ   เขาจำได้ว่าเคยมาพักกับสหายหญิงเมื่อช่วงเมษา  ปี  52  มาคราวนี้เดินทางมาคนเดียว  ความตั้งใจของเขามาเพื่อภาวนากลางลำธารในป่าเขา

              ชายวัยกลางคนมาถึงวันแรกก็เย็นมากแล้ว  บริเวณลานกางเต็นท์ไม่มีเต็นท์นักท่องเที่ยวให้ปรากฏ  เขาสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า  ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน  นักท่องเที่ยวจองบ้านพักกันหมด

             ชายวัยกลางคนเตรียมเครื่องแคมป์มาพร้อม   แต่ใจหนึ่งอยากมานั่งภาวนาคืนจันทร์เพ็ญ  หากเว้นความลำบากสักครั้งไม่ต้องการความท้าทายดินฟ้าฝนในป่าเขาคงดี

              เขาจึงได้บ้านพักเอกชนหลังหนึ่ง  เลือกตรงบริเวณติดลำธาร  และได้ตามใจคิด  บ้านยกพื้นสูงระเบียงยื่นไปในลำธาร  คืนนั้นเขาจึงนั่งมองสายน้ำในลำธาร  เขียนบทกวี

 

จันทร์ลอยดวง                                                 เหนือสายธาร

สาดแสงลอดช่อง                                            ยอดไม้

แสงเรืองรองกระจายทั่ว                                  ลำธาร

ธารน้ำไหลไหลรินเรื่อย                                  ไม่สิ้นสุด

ค่ำคืนนี้สายธารยังไหล                                    คู่จันทร์เพ็ญ

คืนแห่งวิสาขบูชา                                           ในป่าเขา

ร่างกายและหัวใจ                                           เป็นหนึ่งเดียว

หนึ่งเดียวกับสายธารและ                                จันทร์เพ็ญ

ความคนึงโหยหาคนรัก                                คงยังมี

แต่ก่อนสหายหญิงข้า                                      เคยเป็นหนึ่ง

เป็นหนึ่งเดียวกับข้า                                        และสายธาร       

บัดนี้ รักสลายแต่ข้ายังมี                                  สายธารและจันทร์เพ็ญ

                                                                                                                         เขาสก  15 / พค / 54

 

                สายของวันที่สองเขาทิ้งหนังสือไว้ในเปลแล้วเดินลงสู่สายธาร  ชายวัยกลางคนเอนตัวลงนอนในสายน้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่ระหว่างร่องหินเขาหลับตาปล่อยให้น้ำนวดเฟ้นหลังไหล่และหัวใจที่เมื่อยล้า 

                ลืมตัวไปช่วงระยะหนึ่งเพิ่งนึกออกว่าเขามองยอดไม้เหนือสายธาร    มองต่างจากต้นไม้ที่บ้านภูสูง   จะว่าไปเหตุที่เขาปลีกตัวจากสังคมเมืองเที่ยวนี้ก็เหมือนกับเที่ยวอื่น      ส่วนหนึ่ง คือเพื่อหนีความวุ่นวายในสังคมเมือง  ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์บ้าง  ในโลกมิมีเพียงมนุษย์เพียงอย่างเดียวมันไม่พอที่จะช่วยให้เข้าใจชีวิต  ชีวิตยังมีอีกหลายรูปแบบ   ชีวิตของภูเขา  ป่า   ลำธาร สิ่งเหล่านี้มนุษย์ยังอิงอาศัยอยู่   บางครั้งเรายังไม่เข้าใจอะไรเลย  ไม่เข้าใจชีวิตผู้คน  แม้แต่ชีวิตภูเขา   จะสัมผัสความยิ่งใหญ่ของภูเขาเราต้องอยู่ไกลออกมา  จะเข้าใจรูปทรงของมันเราต้องจาริกไปโดยรอบ  จะหยั่งถึงอารมณ์ของภูเขาเราต้องเฝ้าดูมัน

                เขาคิดอย่างนี้แล้วก็นึกออกว่าก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาต้องห่างสิ่งที่รักเสียบ้าง

                เขาอยากกล่าวคำขอโทษ  และอยากสารภาพบาปอีกหลายๆเรื่องที่เคยทำมาในชีวิต  แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างและทุกเรื่องยากที่จะได้รับการให้อภัยเพียงแต่ขอความเมตตา   การตัดสินบาปบุญคุณโทษ  ถึงที่สุดแล้วมนุษย์บัญญัติขึ้นมาเอง  อดีตอันชั่วร้ายจึงไม่อาจกลับไปขอโทษและสารภาพบาปได้  เพียงแต่ปัจจุบันทำให้ดีที่สุด

                สายวันนั้น…ชายวัยกลางคนรู้สึกว่าระหว่างตัวเขากับสายน้ำ  ลานหิน  ต้นไม้  เป็นหนึ่งเดียว สงบนิ่ง  หมดสิ้นความอยากที่จะอธิบาย…

 

 

 

 

 

 

 

 







ตามรอยภูบรรทัด

posted on 06 Mar 2011 12:36 by highsierra

 

 

 

 

ตามรอยภูบรรทัด 

 

 เหตุการณ์อันเหี้ยมโหดในวันที่  6  ตุลาคม  2519   มีผลผลักดันให้นักศึกษาและประชาชนเข้าป่าเป็นจำนวนมาก  ประมาณ  2,000  กว่าคน  ก่อนช่วงเวลาอันสับสนดังกล่าว มีรัฐมนตรีหลายคนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์  นายชวน   หลีกภัย  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรังในสมัยนั้นก็ถูกกล่าวหา เช่นกัน บ้านของท่านในจังหวัดตรังถูกตำรวจค้น   ท่านถูกชักชวนให้เข้าป่าจับอาวุธสู้กับคนไทยกันเอง  แต่ท่าน ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า อยู่เพื่อพิสูจน์ความจริง  และสู้ตามแนวทางที่ท่านเชื่อ  และศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเหตุการณ์สงบ  นายชวน    หลีกภัย  กลับไปอยู่ที่ตรังบ้านเกิด  ช่วงนี้เองท่านได้พบเหตุการณ์อันเป็นผลพวงของ  6  ตุลาคม  2519   หลังจากนั้นไม่นาน…หนังสือเย็นลมป่า… ออกมาให้นักอ่านได้อ่านและรับรู้เรื่องราวหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ในช่วงปี  2519 – 2522  

                เมื่อไม่นานมานี่ผมได้อ่าน เย็นลมป่า  อ่านอย่างตั้งใจพร้อมทั้งจินตนาการสถานที่ที่ปรากฏในหนังสือและผมเคยไปมาแล้ว  เช่น  คลองมวน  สามแยกอนามัย (สถานีอนามัยตำบลหนองปรือในปัจจุบัน )  ขณะเดียวกันก็มีสถานที่หลายแห่งที่ผมยังไม่ได้ไป เช่น  ในเตา  บ้านหน้าเขา  ควนตีน ผมจินตนาการไม่ออกบอกก็ไม่ถูก ครุ่นคิดอยู่วันจะทำอย่างไรดีจึงได้ไปตามรอยอดีต

               เมื่อถึงภาคเรียนที่สองปีการศึกษา  2553 ผม เข้าห้องสอนรายวิชาพัฒนาสุขภาพชุมชน ตอนหนึ่งผมบรรยายถึงวิถีชีวิตคนชนบทของไทย ถึงแม้ตัวผมเองไม่ได้ใช้วิถีชนบทมานาน แต่ก็อาศัยการออกชุมชนบ่อยครั้งทำให้การบรรยายของผมเป็นไปอย่างราบรื่น  ช่วงหนึ่งของการบรรยายได้กล่าวถึงความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านตระ  อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง  เลยถือโอกาสถามหานักศึกษาที่มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดตรัง 

                “ มีนักศึกษาที่มาจากจังหวัดตรัง บ้างมั้ยครับ”

                มีนักศึกษาแสดงตัวสามคน

                “บ้านอยู่อำเภอไหน”

               “อยู่อำเภอห้วยยอด ค่ะ”

                นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ค่อยๆส่งเสียงตอบ  ผิวพรรณดี  ตัวขาว ในความคิดของผมและคนทั่วไป คนตรังผิวดำตามแบบฉบับ  พูดจาโผงผาง  แต่เธอดูไม่เหมือนคนตรังทั่วไป

                เมื่อหมดชั่วโมงสอนผมจึงขอคุยกับเธอ   เธอเป็นคนตำบลท่างิ้ว  ตำบลนี้เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ปรากฏ ในหนังสือเย็นลมป่า   แต่สถานที่ที่ผมสนใจ คือ ตำบลในเตามากกว่าที่อื่นๆ

                “ นักศึกษาพอจะรู้จักคนที่เคยเข้าป่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในสมัยเมื่อสามสิบกว่าปี บ้างมั้ยครับ” ผมมักให้เกียรตินักศึกษาเสมอ ในระหว่างการสนทนา

                “พอจะรู้จักบ้าง ค่ะ ถ้าอาจารย์จะไปจริง ประสานให้ได้ค่ะ”  เธอตอบและก็ไม่ปล่อยให้ผมถามต่อ

                “ดีครับ  งั้นเราค่อยหาเวลาไป”

 หลายครั้งที่เธอเลื่อนนัดผม ด้วยเหตุผลหลายประการ  เริ่มนัดตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา ผมเตรียมตัวพร้อมที่จะไปพบและคุยกับอดีตสหายในป่า  พูดก็พูดเถอะผมตื่นเต้นและอยากคุยกับสหายในป่า   อาจกล่าวได้ว่าเสมือนเป็นปากคำประวัติศาสตร์ตามรอยภูบรรทัดเป็นครั้งแรกของผ

 เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน  หนึ่งเดือนที่ผ่านมันไม่ได้ศูนย์เปล่า เธอพยายามประสานอดีตสหายในป่าเป็นระยะผ่านทางญาติผู้ใหญ่บ้าง ผ่านทางเพื่อนบ้าง 

                แล้ววันนัดถูกกำหนดขึ้น…เช้าของวันจันทร์ที่  31  มกราคม  2554   ผมและนักศึกษาสามคนมุ่งจังหวัดตรัง  รถยนต์กระบะฟอร์ดเรนเจอร์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันเดิมของผมพาเราผ่านไปตามเส้นทางสายเอเชีย  ผ่านสี่แยกท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง เลี้ยวซ้ายไต่ขึ้นและลงจากเขาพับผ้าออกไปทางเส้นเลี่ยงเมืองสู่อำเภอห้วยยอด  ผ่านตำบลท่างิ้วแวะไปรับเพื่อนของนักศึกษาอีกสองคนซึ่งเป็นผู้ประสานให้ผมไปพบกับอดีตสหายในป่า

                รถเราแล่นาตามถนนทางหลวงหมายเลข 1270

                ตำบลในเตาเมื่อสามสิบปีก่อนเป็นตำบลที่คอมมิวนิสต์ออกมาเคลื่อนไหวมากอีกแห่งหนึ่ง สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่แอ่งกระทะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาชนิด

                รถพาเราขึ้นเขาแล้วลงสู่ที่ราบลุ่มอันเป็นที่ตั้งตำบลในเตา

                เมื่อรถพาเราลงเขา   บ้านป้าเรียมเป็นบ้านแรกที่เราแวะทักทาย

              

สภาพทั่วไปของบ้านเป็นบ้านชนบททั่วไปที่เจ้าของบ้านปรับปรุงให้เป็นบ้านในเมืองจนกลายเป็นบ้านผสมกึ่งชนบทกึ่งเมือง  หน้าบ้านมีพันธุ์ไม้หายาก อย่างเช่น จันผา 3 ต้น พันธุ์ไม้ผล เช่น ลองกอง มังคุด

สมาชิกคนอื่นลงรถเข้าไปทักทายป้าเรียมกันหมดแล้ว  ส่วนผมลงไปทักทายเป็นคนสุดท้ายเหตุเพราะหาที่จอดรถ

                ผมยกมือไหว้ทักทายเจ้าของบ้านและคนอื่นๆที่มีวัยล่วงเลยเข้าสู่วัยชรากันแทบทุกคน 

                “จันผาปลูกมานานยัง ครับ”  ผมเริ่มพูดคุยเรืองทั่วๆไป ก่อนนำเข้าเรื่องที่เราต้องการข้อมูล

                “ก็หลายปี ราวสัก 5 ปี น่าจะได้”  ป้าเรียมตอบ แล้วก็ขยับยกมันสำปะหลังต้มให้พวกเรากิน

                “อยู่ที่นี่มากี่ปีแล้วครับ” ผมเริ่มเริ่มพูดคุยเข้าเรื่อง

                “อยู่มาตั้งแต่เกิด ตอนนี้ อายุ 66  ปี”

                “คำนวณดูแล้ว น่าจะเกิด ปี 2488”

                “ ปี 2522 และ 2523 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์บ้างมั้ยครับ”

                “โอ้ย ในช่วงนั้น ชาบ้านต้องหนีไปอยู่ที่อื่น”

                “ทำไม หมายถึงว่าพวกคอมมิวนิสต์ โหดร้ายรังแกชาวบ้าน”

                “ไม่ใช่หรอก ชาวบ้านหนีระเบิดที่ทหารทิ้งฆ่าคอม”

                “ บางครั้งชาวบ้านก็หนีตายไปอยู่ในวัด”

                “พบพวกคอมมิวนิสต์ บ้างกันมั้ยครับ”

                “พบ ก็พบในวัดนั่นแหละ”

                ถึงตอนนี้ผมพอเข้าใจว่ารัฐเข้าบอมแบบปูพรหม ชาวบ้านเลยต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น  เพื่อความปลอดภัย

              

“ ครับ ผมพอจะเข้าใจ”  ผมสรุป เพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควร

                นักศึกษาบอกกับป้าเรียมว่าเราต้องไปพบกับอีกคนหนึ่งที่รอเราอยู่  เกรงจะมืดค่ำ

                เราบอกลาป้าเรียมและคนอื่นๆ  ขณะนั้นเวลาบ่ายมากแล้ว

                เราผ่านย่านชุมชน ผ่านโรงเรียน  ผ่านสถานีอนามัย ผ่าน อบต. แล้วก็มาถึงสามแยกมีป้อมตำรวจตรงข้ามมีร้านขายของชำ  มีกลุ่มคนนั่งพูดคุยกันอยู่ ผมปล่อยให้กลุ่มนักศึกษาและเพื่อนๆของเขาเข้าไปทักทายแจ้งวัตถุประสงค์การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้

            

ผมนั่งต่อหน้าชายรูปร่างสันทัดผิวดำผมค่อยข้างเกรียน อายุ 50  ปี  อีกคนนั่งเยื้องไปทางขวามือผมหญิงผู้นี้อายุราวๆ50 ปี เช่นกัน เขาทั้งสองคืออดีตสหายในป่า

                เขาทั้งสองพอจะรู้แล้วว่าผมมาเพื่อวัตถุประสงค์พูดคุยกับบุคคลที่เคยเข้าป่าจับอาวุธสู้กับฝ่ายรัฐเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

                นักศึกษาผู้นำพาผมมาเป็นผู้บันทึกภาพที่ผมคิดว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ของผม เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มานั่งคุยกับอดีตทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย หรือ ทปท ที่มีการเคลื่อนไหวบริเวณเทือกเขาบรรทัดในสมัยนั้น

                “คุณโชติ เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ ว่า เหตุใดจึงเข้าป่า จับปืนสู้กับอำนาจรัฐ ในมัยนั้น”

                ผมเริ่มต้นพูดคุย โดยคิดว่าคงไม่ถามคำตอบคำแบบสัมภาษณ์ตัวต่อตัว แต่คงเป็นลักษณะที่เปิดให้คู่สนทนาผมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นให้ฟังมากกว่า

                “ คุณนี มีหนังสือ ตำนานภูบรรทัด ที่กลุ่มสหายพ้องเพื่อนช่วยกันเขียนมั้ย” คุณโชติ ถามคุณนี อดีตสหายหญิงในป่าอีกคน

                “ผมมีหนังสือตำนานภูบรรทัดมาด้วย” พูดเสร็จผมรีบเดินไปหยิบหนังสือ มาให้คุณโชติ ค้นหาภาพของตัวเองที่ปรากฏในหนังสือด้วย

                ภาพทหารปลดแอกแห่งประเทศไทยกลุ่มหนึ่งตั้งแถวทุกคนมีอาวุธครบมือ หนึ่งในนั้นมีคุโชติรวมอยู่ เขาบอกว่าตอนนั้นอายุ ประมาณ 16  ปี เข้าไปอยู่ในกองร้อยที่  1

                “ก่อนที่ผมจะสังกัดกองร้อยที่ 1 ผมต้องเข้าไปอยู่โรงเรียนการเมืองการทหารก่อน ประมาณหกเดือน”

                “ผมเข้าใจกระบวนการทุกขั้นตอนครับ” ผมพยายามให้เขาเข้าเรื่อง คำถามที่ผมถามในตอนแรก

                “ผมเป็นชาวอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช  ตอนนั้น ชาวบ้านถูกกดขี่ข่มเหงจากคนของรัฐถูกเอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง  ฉะนั้นการเข้าป่าของผมจึงเป็นการเข้าป่าเพื่อเอาคืนหรือล้างแค้นให้กับชาวบ้านและญาติๆของผม”

             

“สมัยนั้นมีคนหนุ่มคนสาวเข้าป่ากันมาก  อย่างคุณนีกับสามี สองคนนี้เข้าป่าทั้งสองคน     วันนี้คุณนิตไม่อยู่”

คุณโชติหมายถึงคุณนิตสามีคุณนี

                “ผมอยู่กองร้อยที่ 1 ต่อมาช่วงหลังย้ายมาอยู่กองร้อยที่ 2 “

ผมตั้งใจฟัง แต่ก็ยังไม่ลืมคุณนี สหายหญิงคนนี้ในจิตใต้สำนึกบอกว่าเคยพบที่ไหนสักแห่งคุ้นหน้าเขามาก

                “คุณนีละครับ เคลื่อนไหวอยู่เขตงานไหน”

                “ทำงานมวลชนกับแฟน  เคลื่อนไหวในเตา มีอยู่ครั้งหนึ่งเกือบถูกซุ้มโจมตี แต่บังเอิญกลุ่มของเราเปลี่ยนเวลา เลยรอด ไม่งั้นคงไม่มานั่งคุยกับอาจารย์ในวันนี้”

                “ในช่วงนักศึกษาเข้าป่าหลังเหตุการณ์นองเลือด 6  ตุลาคม 19 บรรยากาศเป็นไงบ้างครับ”

ผมอยากทราบตวามเห็นต่อนักศึกษาที่เข้าป่า

                “อาจารย์เคยเข้าป่าก็คงรู้ ในกองร้อยผมนักศึกษาจาก มอ.หาดใหญ่มาร่วมมาก นักศึกษาแพทย์  วิศวะ เข้าป่ากันมาก”

                “ยอมรับมั้ยครับว่าในช่วงหลังมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างปัญญาชนกับทหาร ทปท.ในป่า” 

                “แน่นอนครับ  ก่อนออกจากป่ารุนแรงมาก”

                “ตอนอยู่ป่าคุณโชติมีครอบครัวมั้ยครับ”

                “ผมแต่งงานในป่า ลูกสาวคนแรกของผมเกิดในป่า”

การพูดคุยของผมกับคุณโชติและคุณนีเป็นไปอย่างกันเอง เมื่อสหายพบสหายอีกกาลเวลาหนึ่งย่อมมีเรื่องคุยกันมาก

                ผมจบการสนทนาด้วยให้เบอร์โทรไว้แจ้งผมเมื่อมีการรำลึกประจำปีที่ตำบลไม้เสียบ

เราออกจากตำบลในเตาเวลาเกือบห้าโมงเย็น เป็นอันว่าปากคำประวัติศาสตร์ครั้งแรกของผมก็จบลง

ลมหนาวดาวสวย

posted on 19 Feb 2011 14:16 by highsierra

 

ImageShack, share photos, pictures, free image hosting, free video hosting, image hosting, video hosting, photo image hosting site, video hosting site 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ลมหนาวดาวสวย 

 

ถนนสายนี้ตัดผ่านป่าใหญ่ไต่ความสูงขึ้นไปทีละน้อยในที่สุดก็มาถึงจุดสูงสุด  พื้นที่ราบแต่ก็ยังมีเนินสูงต่ำให้เห็นเป็นระยะ  ที่ราบแห่งนี้เป็นที่ตั้งของตัวอำเภอเขาค้อ  รถตู้ของคณะเราวิ่งไปตามถนน  ผ่านสถานที่ราชการหลายแห่ง  วนเวียนหาที่พักที่จองล่วงหน้าไว้   คนขับจอดรถแล้วก็ดูแผนที่  เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งเขาพยายามดูแผนที่แล้วขับรถหาที่พักไปตามแผนที่ ผมบอกคนขับรถว่า ในเมื่อเรามาถึงในพื้นที่แล้วทำไมไม่โทรถามเส้นทาง  ไม่นานเราจึงมาถึงที่พัก

                เทือกเขาที่สูงตระหง่านเทือกหนึ่ง  กลับกลายมาเป็นที่พักนักท่องเที่ยว ถือเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธรรมดา  ถอยหลังไปเมื่อสิบกว่าปีเทือกเขาแห่งนี้มีต้นไม้พอให้เห็นบ้าง  แต่เดี๋ยวนี้ที่พักรีสอร์ทผุดขึ้นตามกระแสและตามความต้องการของรัฐบาลที่อยากให้ประเทศมีแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างแดน  ธรรมชาติป่าไม้จึงเลือนหายเป็นของคู่กัน

                พอค่ำลงท้องฟ้าใสไร้เมฆหมอกในคืนยะเยือก  ลมหนาวจากบนเขา  ช่วยกระหน่ำซ้ำเติมความหนาวให้ยะเยือกขึ้นอีก   ผมและสมาชิกที่มาด้วยรวมแปดชีวิตร่วมใช้ชีวิตอยู่บนภูอีกหลายวัน

                คนอื่นๆออกจากที่พักไปหาซื้อกับข้าวนานแล้ว   ปล่อยให้ผมยืนชมดาวสวยในคืนแห่งดวงดาวพราวพร่างอยู่เต็มท้องฟ้าทางทิศตะวันตก  จันทร์ข้างขึ้นอ่อนๆแขวนค้างอยู่อย่างสดใสยามนี้จินตนาการล่องลอยไปไกลท่ามกลางภูเขาสลับซับซ้อน 

                ขุนเขาที่ยืนต้านร้อนหนาวมานับแสนฤดู  ดูคล้ายยิ่งใหญ่และทระนง ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง

เมื่อตอนเย็นรถตู้พาเราลัดเลาะมาตามร่องเขาที่สลับซับซ้อนและสูงชัน  คนขับเร่งเครื่องทะยานพุ่งสู่ที่ราบสูงอันเป็นที่ตั้งตัวอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์  จนมาถึงที่พัก  สิ่งที่เราคาดไม่ถึงคือ ทางรีสอร์ทไม่บริการอาหารให้แขกที่มาพัก  ผู้มาพักต้องทำอาหารกินเอง โดยทางรีสอร์ทจะจัดเตรียมอุปกรณ์หุงต้มไว้เรียบร้อย นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกินครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

ยามเมื่อราตรีคลี่คลุมน้ำค้างหยาด   เทือกเขาสูงดูราวรอยต่อระหว่างฟ้าดิน กั้นด้วยแสงดาวเดือนระยิบระยับ   เธอไม่เห็นภาพนี้  หากมิได้อยู่ตรงนี้เวลานี้  เวลาที่ความสุขหลั่งไหลในคืนแห่งดาวสวย  ฟ้าใส  แม้สายลมหนาวพัดผ่าน  ก็ไม่สะท้าน  บางอย่างสัมผัสด้วยเสียง  บางสำเนียงบอกความสุขใจ  ที่สุดและสุดท้ายความสุขอยู่ในใจ

                ณ  ราตรีหนึ่งบนเทือกเขา  ผมเฝ้ามองเธอผ่านมาแล้วนับทศวรรษภายใต้แสงดาว   เธอคือขุนเขา ผมกลับมาอยู่ในอ้อมแขนแห่งขุนเขาอีกคราในยามนี้ 

  …วางกาย ในมุมเหงา ลมหนาว โชยพัดไหว เมฆหมอก  รุมล้อมกาย เดียวดาย  กลางสายลม ผ่านมา ห้าสิบปี มีทั้ง ความสุขสม ระคนด้วย ความตรอมตรม ไม่สิ้นลม ไม่สิ้น... การเดินทาง…

 

ImageShack, share photos, pictures, free image hosting, free video hosting, image hosting, video hosting, photo image hosting site, video hosting site

          เช้าตรู่…ของวันใหม่บนเทือกเขา…

พาชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน  ฝ่าผจญความดีร้ายเหลือคณานับทั้งด้วย ห้าว  จงใจ  ท้าทาย และจำเป็นอย่างจำใจ  วัยล่วงมาถึงวันที่ใจเริ่มเพรียกหาความสงบมากกว่าความระทึกคึกคักเติมแต้มสีสันพรรณนา  มาเยือนคราวนี้ด้วยจิตอ่อนโยนคะนึงหา

       คนเราเมื่อนั่งด้วยอารมณ์สงบนิ่งเงียบ  สิ่งที่ชมเห็นย่อมทำให้เราหมองเศร้า  ยามเมฆหมอกโอบรัด        ย่อมทำให้บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความสลัวหมอง  ในความเงียบเราอาจเพ่งลึกถึงรากฐานแห่งความโศกเศร้า และในยามเงียบเราอาจได้ยินถ้อยคำในเสียงที่ลมพัดผ่านยอดเขาสูง   ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าความเงียบถือเป็นพื้นฐานอันกรากถางไว้แล้วสำหรับการผลิงอกจินตนาการ  เมื่อเราเงียบ  สิ่งที่รอบกายย่อมแสดงลีลาการเคลื่อนไหวออกมาได้อย่างเต็มที่

           ผมนั่งนิ่งอยู่ในความเงียบนานจนไม่รู้ว่าตนเองเริ่มนั่งลงมองผ่านความเงียบไปยังเมฆหมอก ลอยไล่เลียยอดเขา  เวลาเสียงลมหนาวพัดดั่งเสียงกระซิบเพลงเหงา

คนเหงาในความเงียบ  รังแต่จะจมดิ่งอยู่กับความโดดเดี่ยวโดยลำพังและอารมณ์เหงาเวทนาตัวเองมากกว่าจะเหลือบแลครุ่นคิดถึงสิ่งใด

             ห้วงคำนึงและจินตนาการเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียว  จนทำให้ตัวเองแยกไม่ออก  อันไหนห้วงคำนึง  หรืออันไหนจินตนาการ

ยิ่งนั่งอยู่ในความเงียบ...เวลาไม่กี่มากน้อยที่ผ่านพ้นมาใครบางคนทำให้ผมคัดง้างหมางใจ  บางทีความเงียบอาจเป็นไปได้แค่ห้วงยามวางแผนก่อเรื่องร้ายและคิดหาคำด่าทอเธอด้วยความแค้นเจ็บปวด

          ยามแสงตะวันสาดส่องลอดยอดเขาลงกระทบพื้น  ทำมุมใกล้แนวราบ  ความชัดแจ้งของตะวันจะมาเยือน  พื้นดินที่ผมนั่งหวังจะให้เป็นเพื่อนช่วยเยียวยาในยามทุกข์  มันอาจช่วยเยียวยาได้มากกว่าการผันตัวเองไปสู่โลกจินตนาการ

                ความห่วงใยธรรมชาติผุดขึ้นมาในจิตสำนึก  เช้านี้ลมหนาวพัดผ่านระเบียงบ้านชมดาว  ความเงียบ  รอบข้างเต็มไปด้วยสีสัน  เสียงลมหนาว  ดนตรีธรรมชาติประสานเป็นลีลาของชีวิต

 ไกลออกไป  ภูเขาทั้งเทือกถูกถางเป็นเนื้อที่สร้างรีสอร์ท เมื่อก่อนคงมีใบไม้สีสวย สีเหลือง แดง  น้ำตาล ทับถมตัวเป็นร้อยปี  ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นคงกลายเป็นแร่ธาตุ     เสียดายแร่ธาตุเหล่านั้นมิได้ทำหน้าที่เป็นอาหารพันธุ์ไม้นานาชนิด   พื้นที่โล่งคงมีแต่รีสอร์ทเท่านั้นที่งอกขึ้นแทนพันธุ์ไม้เหล่านั้น    คงมีแต่เวลาค่ำคืนเท่านั้นที่มีดาวสวย

                ผมมักคร่ำครวญถึงยามเหงาในยามที่ชีวิตพลุ่งพล่าน คงเป็นเรื่องปกติของหัวใจมนุษย์ ที่เรียกหาความสงบยามที่มันดิ้นรนรุนแรงเสมอ

                ผมสงสัยว่าสายลมหนาวที่พัดทุกค่ำคืนในฤดูกาลนี้ บางครั้งกรรโชกยอดเขาสูง เคยคร่ำครวญถึงความสงบบ้างไหม

                ชีวิตของผมเองก็เร่งรีบกับการเดินทางและพลุ่งพล่านกับการแสวงหา  จนบางครั้งความสงบของผมเป็นเสมือนสายหมอกยามเย็นที่บางเบาเต็มที

                ยามสายของวัน มีแต่เทือกเขาสลับซับซ้อนเท่านั้นที่โดดเด่น เดียวดาย  ผมตัดสินใจปิดหน้าต่างเข้าห้องพัก  แล้วภาวนาขอให้ค่ำคืนมาเยือนเร็วๆ จะได้สัมผัสลมหนาวมองดาวสวยอีกครั้ง

เย็นของวันที่  23  ธันวาคม  เราผ่านอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า   รถไต่เขาขึ้นมาอีก ไม่นานเรามาถึงที่ราบซึ่งไม่ต่างกับที่ราบบนเขาค้อมากนัก            ต่างกันบ้างตรงที่บริเวณแห่งนี้ไม่มีรีสอร์ทมีแต่เต็นท์นักท่องเที่ยว  ที่กางอยู่กันตามเนินสูงต่ำ  ฤดูหนาวมาเยือนทีไร สถานที่แห่งนี้คราครั่งไปด้วยนักเดินทาง  บ้างก็มาเป็นคณะบ้างก็มาเดี่ยว  รถขับเคลื่อนสี่ล้อมีให้เห็นอยู่หลายคัน    ผู้ที่ชอบมาเป็นกลุ่มด้วยรถช้อปเปอร์ก็หลายกลุ่ม

                ถอยไปเมื่อสิบกว่าปี  สถานที่แห่งนี้ผมเคยมาเยือน สภาพยุคนั้น ยังมีป่าบนยอดภูให้เห็น แต่ยุคนี้ ยุคปลายเดือนธันวาคม  53   สภาพโล่งเตียนพื้นที่ถูกปรับให้เป็นสถานที่กางเต็นท์ของนักท่องเที่ยว  ภูทับเบิกสมัยนี้จึงต่ างกันกับสมัยก่อนด้วยยุคสมัย

ฤดูหนาวบวกด้วยที่ราบสูงบนภูเขาสลับซับซ้อน  ลมหนาวบนภูร่องกล้าจึงเพิ่มความหนาวทวีคูณ ลมหนาวพัดกระหน่ำ สายใยบางเชื่อมประสาน  ลมเบาพัดผ่านสายใยรักก็ขาดลง

ความคำนึงในคืนสงบ แสงจันทร์สาดต้องระเบียงที่พักบนภูร่องกล้า  ผมแหงนดูพระจันทร์นวลแล้วซุกหน้าฝันว่าอยู่บ้านกับสหายหญิงผู้จากไป  เหงาเพราะเงาฝัน เหงาเพราะวันพ้อ   เหงาเพื่อรอลืม