ตามรอยภูบรรทัด
เหตุการณ์อันเหี้ยมโหดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีผลผลักดันให้นักศึกษาและประชาชนเข้าป่าเป็นจำนวนมาก ประมาณ 2,000 กว่าคน ก่อนช่วงเวลาอันสับสนดังกล่าว มีรัฐมนตรีหลายคนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรังในสมัยนั้นก็ถูกกล่าวหา เช่นกัน บ้านของท่านในจังหวัดตรังถูกตำรวจค้น ท่านถูกชักชวนให้เข้าป่าจับอาวุธสู้กับคนไทยกันเอง แต่ท่าน ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า อยู่เพื่อพิสูจน์ความจริง และสู้ตามแนวทางที่ท่านเชื่อ และศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเหตุการณ์สงบ นายชวน หลีกภัย กลับไปอยู่ที่ตรังบ้านเกิด ช่วงนี้เองท่านได้พบเหตุการณ์อันเป็นผลพวงของ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้นไม่นาน…หนังสือเย็นลมป่า… ออกมาให้นักอ่านได้อ่านและรับรู้เรื่องราวหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ในช่วงปี 2519 – 2522
เมื่อไม่นานมานี่ผมได้อ่าน เย็นลมป่า อ่านอย่างตั้งใจพร้อมทั้งจินตนาการสถานที่ที่ปรากฏในหนังสือและผมเคยไปมาแล้ว เช่น คลองมวน สามแยกอนามัย (สถานีอนามัยตำบลหนองปรือในปัจจุบัน ) ขณะเดียวกันก็มีสถานที่หลายแห่งที่ผมยังไม่ได้ไป เช่น ในเตา บ้านหน้าเขา ควนตีน ผมจินตนาการไม่ออกบอกก็ไม่ถูก ครุ่นคิดอยู่วันจะทำอย่างไรดีจึงได้ไปตามรอยอดีต
เมื่อถึงภาคเรียนที่สองปีการศึกษา 2553 ผม เข้าห้องสอนรายวิชาพัฒนาสุขภาพชุมชน ตอนหนึ่งผมบรรยายถึงวิถีชีวิตคนชนบทของไทย ถึงแม้ตัวผมเองไม่ได้ใช้วิถีชนบทมานาน แต่ก็อาศัยการออกชุมชนบ่อยครั้งทำให้การบรรยายของผมเป็นไปอย่างราบรื่น ช่วงหนึ่งของการบรรยายได้กล่าวถึงความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านตระ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เลยถือโอกาสถามหานักศึกษาที่มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดตรัง
“ มีนักศึกษาที่มาจากจังหวัดตรัง บ้างมั้ยครับ”
มีนักศึกษาแสดงตัวสามคน
“บ้านอยู่อำเภอไหน”
“อยู่อำเภอห้วยยอด ค่ะ”
นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ค่อยๆส่งเสียงตอบ ผิวพรรณดี ตัวขาว ในความคิดของผมและคนทั่วไป คนตรังผิวดำตามแบบฉบับ พูดจาโผงผาง แต่เธอดูไม่เหมือนคนตรังทั่วไป
เมื่อหมดชั่วโมงสอนผมจึงขอคุยกับเธอ เธอเป็นคนตำบลท่างิ้ว ตำบลนี้เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ปรากฏ ในหนังสือเย็นลมป่า แต่สถานที่ที่ผมสนใจ คือ ตำบลในเตามากกว่าที่อื่นๆ
“ นักศึกษาพอจะรู้จักคนที่เคยเข้าป่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในสมัยเมื่อสามสิบกว่าปี บ้างมั้ยครับ” ผมมักให้เกียรตินักศึกษาเสมอ ในระหว่างการสนทนา
“พอจะรู้จักบ้าง ค่ะ ถ้าอาจารย์จะไปจริง ประสานให้ได้ค่ะ” เธอตอบและก็ไม่ปล่อยให้ผมถามต่อ
“ดีครับ งั้นเราค่อยหาเวลาไป”
หลายครั้งที่เธอเลื่อนนัดผม ด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มนัดตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา ผมเตรียมตัวพร้อมที่จะไปพบและคุยกับอดีตสหายในป่า พูดก็พูดเถอะผมตื่นเต้นและอยากคุยกับสหายในป่า อาจกล่าวได้ว่าเสมือนเป็นปากคำประวัติศาสตร์ตามรอยภูบรรทัดเป็นครั้งแรกของผ
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนที่ผ่านมันไม่ได้ศูนย์เปล่า เธอพยายามประสานอดีตสหายในป่าเป็นระยะผ่านทางญาติผู้ใหญ่บ้าง ผ่านทางเพื่อนบ้าง
แล้ววันนัดถูกกำหนดขึ้น…เช้าของวันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2554 ผมและนักศึกษาสามคนมุ่งจังหวัดตรัง รถยนต์กระบะฟอร์ดเรนเจอร์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันเดิมของผมพาเราผ่านไปตามเส้นทางสายเอเชีย ผ่านสี่แยกท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง เลี้ยวซ้ายไต่ขึ้นและลงจากเขาพับผ้าออกไปทางเส้นเลี่ยงเมืองสู่อำเภอห้วยยอด ผ่านตำบลท่างิ้วแวะไปรับเพื่อนของนักศึกษาอีกสองคนซึ่งเป็นผู้ประสานให้ผมไปพบกับอดีตสหายในป่า
รถเราแล่นาตามถนนทางหลวงหมายเลข 1270
ตำบลในเตาเมื่อสามสิบปีก่อนเป็นตำบลที่คอมมิวนิสต์ออกมาเคลื่อนไหวมากอีกแห่งหนึ่ง สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่แอ่งกระทะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาชนิด
รถพาเราขึ้นเขาแล้วลงสู่ที่ราบลุ่มอันเป็นที่ตั้งตำบลในเตา
เมื่อรถพาเราลงเขา บ้านป้าเรียมเป็นบ้านแรกที่เราแวะทักทาย
สภาพทั่วไปของบ้านเป็นบ้านชนบททั่วไปที่เจ้าของบ้านปรับปรุงให้เป็นบ้านในเมืองจนกลายเป็นบ้านผสมกึ่งชนบทกึ่งเมือง หน้าบ้านมีพันธุ์ไม้หายาก อย่างเช่น จันผา 3 ต้น พันธุ์ไม้ผล เช่น ลองกอง มังคุด
สมาชิกคนอื่นลงรถเข้าไปทักทายป้าเรียมกันหมดแล้ว ส่วนผมลงไปทักทายเป็นคนสุดท้ายเหตุเพราะหาที่จอดรถ
ผมยกมือไหว้ทักทายเจ้าของบ้านและคนอื่นๆที่มีวัยล่วงเลยเข้าสู่วัยชรากันแทบทุกคน
“จันผาปลูกมานานยัง ครับ” ผมเริ่มพูดคุยเรืองทั่วๆไป ก่อนนำเข้าเรื่องที่เราต้องการข้อมูล
“ก็หลายปี ราวสัก 5 ปี น่าจะได้” ป้าเรียมตอบ แล้วก็ขยับยกมันสำปะหลังต้มให้พวกเรากิน
“อยู่ที่นี่มากี่ปีแล้วครับ” ผมเริ่มเริ่มพูดคุยเข้าเรื่อง
“อยู่มาตั้งแต่เกิด ตอนนี้ อายุ 66 ปี”
“คำนวณดูแล้ว น่าจะเกิด ปี 2488”
“ ปี 2522 และ 2523 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์บ้างมั้ยครับ”
“โอ้ย ในช่วงนั้น ชาบ้านต้องหนีไปอยู่ที่อื่น”
“ทำไม หมายถึงว่าพวกคอมมิวนิสต์ โหดร้ายรังแกชาวบ้าน”
“ไม่ใช่หรอก ชาวบ้านหนีระเบิดที่ทหารทิ้งฆ่าคอม”
“ บางครั้งชาวบ้านก็หนีตายไปอยู่ในวัด”
“พบพวกคอมมิวนิสต์ บ้างกันมั้ยครับ”
“พบ ก็พบในวัดนั่นแหละ”
ถึงตอนนี้ผมพอเข้าใจว่ารัฐเข้าบอมแบบปูพรหม ชาวบ้านเลยต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น เพื่อความปลอดภัย
“ ครับ ผมพอจะเข้าใจ” ผมสรุป เพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควร
นักศึกษาบอกกับป้าเรียมว่าเราต้องไปพบกับอีกคนหนึ่งที่รอเราอยู่ เกรงจะมืดค่ำ
เราบอกลาป้าเรียมและคนอื่นๆ ขณะนั้นเวลาบ่ายมากแล้ว
เราผ่านย่านชุมชน ผ่านโรงเรียน ผ่านสถานีอนามัย ผ่าน อบต. แล้วก็มาถึงสามแยกมีป้อมตำรวจตรงข้ามมีร้านขายของชำ มีกลุ่มคนนั่งพูดคุยกันอยู่ ผมปล่อยให้กลุ่มนักศึกษาและเพื่อนๆของเขาเข้าไปทักทายแจ้งวัตถุประสงค์การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้
ผมนั่งต่อหน้าชายรูปร่างสันทัดผิวดำผมค่อยข้างเกรียน อายุ 50 ปี อีกคนนั่งเยื้องไปทางขวามือผมหญิงผู้นี้อายุราวๆ50 ปี เช่นกัน เขาทั้งสองคืออดีตสหายในป่า
เขาทั้งสองพอจะรู้แล้วว่าผมมาเพื่อวัตถุประสงค์พูดคุยกับบุคคลที่เคยเข้าป่าจับอาวุธสู้กับฝ่ายรัฐเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
นักศึกษาผู้นำพาผมมาเป็นผู้บันทึกภาพที่ผมคิดว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ของผม เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มานั่งคุยกับอดีตทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย หรือ ทปท ที่มีการเคลื่อนไหวบริเวณเทือกเขาบรรทัดในสมัยนั้น
“คุณโชติ เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ ว่า เหตุใดจึงเข้าป่า จับปืนสู้กับอำนาจรัฐ ในมัยนั้น”
ผมเริ่มต้นพูดคุย โดยคิดว่าคงไม่ถามคำตอบคำแบบสัมภาษณ์ตัวต่อตัว แต่คงเป็นลักษณะที่เปิดให้คู่สนทนาผมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นให้ฟังมากกว่า
“ คุณนี มีหนังสือ ตำนานภูบรรทัด ที่กลุ่มสหายพ้องเพื่อนช่วยกันเขียนมั้ย” คุณโชติ ถามคุณนี อดีตสหายหญิงในป่าอีกคน
“ผมมีหนังสือตำนานภูบรรทัดมาด้วย” พูดเสร็จผมรีบเดินไปหยิบหนังสือ มาให้คุณโชติ ค้นหาภาพของตัวเองที่ปรากฏในหนังสือด้วย
ภาพทหารปลดแอกแห่งประเทศไทยกลุ่มหนึ่งตั้งแถวทุกคนมีอาวุธครบมือ หนึ่งในนั้นมีคุโชติรวมอยู่ เขาบอกว่าตอนนั้นอายุ ประมาณ 16 ปี เข้าไปอยู่ในกองร้อยที่ 1
“ก่อนที่ผมจะสังกัดกองร้อยที่ 1 ผมต้องเข้าไปอยู่โรงเรียนการเมืองการทหารก่อน ประมาณหกเดือน”
“ผมเข้าใจกระบวนการทุกขั้นตอนครับ” ผมพยายามให้เขาเข้าเรื่อง คำถามที่ผมถามในตอนแรก
“ผมเป็นชาวอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้น ชาวบ้านถูกกดขี่ข่มเหงจากคนของรัฐถูกเอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง ฉะนั้นการเข้าป่าของผมจึงเป็นการเข้าป่าเพื่อเอาคืนหรือล้างแค้นให้กับชาวบ้านและญาติๆของผม”
“สมัยนั้นมีคนหนุ่มคนสาวเข้าป่ากันมาก อย่างคุณนีกับสามี สองคนนี้เข้าป่าทั้งสองคน วันนี้คุณนิตไม่อยู่”
คุณโชติหมายถึงคุณนิตสามีคุณนี
“ผมอยู่กองร้อยที่ 1 ต่อมาช่วงหลังย้ายมาอยู่กองร้อยที่ 2 “
ผมตั้งใจฟัง แต่ก็ยังไม่ลืมคุณนี สหายหญิงคนนี้ในจิตใต้สำนึกบอกว่าเคยพบที่ไหนสักแห่งคุ้นหน้าเขามาก
“คุณนีละครับ เคลื่อนไหวอยู่เขตงานไหน”
“ทำงานมวลชนกับแฟน เคลื่อนไหวในเตา มีอยู่ครั้งหนึ่งเกือบถูกซุ้มโจมตี แต่บังเอิญกลุ่มของเราเปลี่ยนเวลา เลยรอด ไม่งั้นคงไม่มานั่งคุยกับอาจารย์ในวันนี้”
“ในช่วงนักศึกษาเข้าป่าหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 19 บรรยากาศเป็นไงบ้างครับ”
ผมอยากทราบตวามเห็นต่อนักศึกษาที่เข้าป่า
“อาจารย์เคยเข้าป่าก็คงรู้ ในกองร้อยผมนักศึกษาจาก มอ.หาดใหญ่มาร่วมมาก นักศึกษาแพทย์ วิศวะ เข้าป่ากันมาก”
“ยอมรับมั้ยครับว่าในช่วงหลังมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างปัญญาชนกับทหาร ทปท.ในป่า”
“แน่นอนครับ ก่อนออกจากป่ารุนแรงมาก”
“ตอนอยู่ป่าคุณโชติมีครอบครัวมั้ยครับ”
“ผมแต่งงานในป่า ลูกสาวคนแรกของผมเกิดในป่า”
การพูดคุยของผมกับคุณโชติและคุณนีเป็นไปอย่างกันเอง เมื่อสหายพบสหายอีกกาลเวลาหนึ่งย่อมมีเรื่องคุยกันมาก
ผมจบการสนทนาด้วยให้เบอร์โทรไว้แจ้งผมเมื่อมีการรำลึกประจำปีที่ตำบลไม้เสียบ
เราออกจากตำบลในเตาเวลาเกือบห้าโมงเย็น เป็นอันว่าปากคำประวัติศาสตร์ครั้งแรกของผมก็จบลง